คาถาผู้สูงอายุ

คาถาผู้สูงอายุ



กายคตาสติภาวนา

อะยัง โข เม กาโย กายของเรานี้แล
อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ
อัตถิ อิมัสมิง กาเย มีอยู่ในกายนี้
เกสา ผมทั้งหลาย
โลมา ขนทั้งหลาย
นะขา เล็บทั้งหลาย
ทันตา ฟันทั้งหลาย
ตะโจ หนัง
มังสัง เนื้อ
นะหารู เอ็นทั้งหลาย
อัฏฐิ กระดูกทั้งหลาย
อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก
วักกัง ม้าม
หะทะยัง หัวใจ
ยะกะนัง ตับ
กิโลมะกัง พังผืด
ปิหะกัง ไต
ปัปผาสัง ปอด
อันตัง ไส้ใหญ่

 

อันตะคุณัง สายรัดไส้
อุทะริยัง อาหารนอนท้อง
กะรีสัง อาหารเก่า
ปิตตัง น้ำดี
เสมหัง น้ำเสลด
ปุพโพ น้ำเหลือง
โลหิตัง น้ำเลือด
เสโท น้ำเหงื่อ
เมโท น้ำมันข้น
อัสสุ น้ำตา
วะสา น้ำมันเหลว
เขโฬ น้ำลาย
สิงฆานิกา น้ำมูก
ละสิกา น้ำไขข้อ
มุตตัง น้ำมูตร
มัตถะเก มัตถุลุงคัง เยื่อมันสมองในกระโหลกศรีษะ
เอวะมะยัง เม กาโย กายของเรานี้แล
อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ
อย่างนี้แล...

 

 

 

 

"ฉันจะเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุข"

ฉันรำพึงถึงชีวิตของตัวเองตลอดมาว่า :-
นับแต่ฉันเกิดมา ฉันได้ผ่านวัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่ และบรรลุถึง
วัยสูงอายุแล้ว ตั้งแต่ เกิดมาฉันได้รับการ เลี้ยงดูจาก พ่อแม่ และอยู่ใน ครอบครัว ที่มี ความสุข
และความอบอุ่น ที่จะได้รับร่วมกับพี่น้องทุกคน ฉันเจริญเติบโต ฉันได้ ศึกษา เล่าเรียน
ฉันมีอาชีพ การงาน และหลักฐาน อันมั่นคง ฉันมครอบครัว ของฉัน ฉันมีลูก มีหลาน
และเวลานี้ ฉันเป็นผู้สูงอายุ
ฉันคิดว่า ฉันได้ผ่าน ชีวิตมาด้วยดี ได้รับ ความสำเร็จ ในการศึกษา ความสำเร็จใน
ชีวิตการงาน ความสำเร็จ ในชีวิตครอบครัว ตลอดชีวิต ที่ผ่านมา มีทั้งสุขและทุกข์ ประสบ
แล้วซึ่งทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ ปุถุชนจะได้ประสบ
ฉันจึงได้รำพึง ถึงแก่ตัวเองว่า เมื่อฉัน เป็นผู้สูงอายุ ฉันควรจะได้ ปฏิบัติตนให้เป็น
"คนแก่" ที่ดี และมีความสุข ในบั้นปลายชีวิต
การที่จะ ประพฤติ และปฏิบัติตามนี้ ความจริง ฉันได้เตรียมตัว และคิดถึง การที่จะ
ปฏิบัติมา ตั้งแต่ก่อนจะถึงวัยสูงอายุนานมาแล้ว
เพื่อความสุขในวัยสูงอายุฉันจะประพฤติและปฏิบัติตัวดังนี้ :- 1. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ อายุ 60 – 70 ปีขึ้นไป ตามที่เรียกกันว่าคนสูงอายุ หรือคนแก่
ฉันจะไม่มั่วแต่คิดถึงอายุที่ล่วงไป ด้วยความหวาดวิตก แต่จะคิดว่า ฉันก็เป็นคน ๆ
หนึ่งที่ผ่านโลก ผ่านชีวิตมามากพอ เฉลียวฉลาด พอจากการ ได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ
มามากแล้ว พอที่จะให้คุณประโยชน์ แก่พวกเด็ก ๆและคน หนุ่มสาว ได้มาก ในการให้
คำปรึกษาแนะนำ ให้ข้อคิด จากความชำนาญ ในชีวิตมามาก อย่างน้อย ฉันก็จะภาคภูมิ
ใจในตัวเองว่าฉันยังคง เป็นคน มีค่า มีประโยชน์ ต่อสังคม แม้ว่าร่างกายอาจไม่สามารถ
จะกระทำ สิ่งใด ๆได้อย่าง ครั้งยังเป็น หนุ่มสาว แต่ความคิดอ่านสติปัญญา ความรอบรู้
นั้นจะยังคงมีใหใคร ๆ ได้เสมอ 2. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันก็ยังมีความ ปรารถนา ที่จะให้ ทุกคนเห็นว่าฉันก็เป็นคนที่เหมือนคนทั้งหลาย
อยากให้ เห็นว่า ฉันก็เป็นคน ๆ หนึ่ง เป็นชีวิตหนึ่ง ซึ่งมีความ ต้องการ มีความพึง
พอใจและไม่พึงใจ เยี่ยงปุถุชนทั้งหลาย ฉันประสงค์ จะให้ทุกคนเข้าใจ และเห็นใจฉัน
ดังนั้น ฉันก็จะ กระทำตัว ให้เป็นคนจนเหมือนคนทั่วไป และทำตัวเป็นคนมีค่ามีประโยชน์
ต่อสังคม เรื่อยไป เท่าที่ฉัน จะสามารถทำได้ 3. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะไม่คอยรบกวนใคร ๆ เขาจนเกินไป
ฉันไม่อยาก ให้ใคร จะต้องมา คอยห่วง คอยกังวล สงสารฉัน จนเขา ไม่เป็น อัน
ทำงานประกอบอาชีพ หรือศึกษาเล่าเรียนใด ๆ ฉันไม่ต้องการรบกวนเวลา และความสุข
ของคนอื่น ฉันจะพยายาม ระวังดูแลตัวเอง จะใช้สมอง และวามคิด ของฉันเอง ตัดสิน
ปัญหาต่าง ๆ ของฉันเองจะไม่รบกวน ให้ใครมาวิตกกังวล้วยฉันจะเลือกเสื้อผ้าสวมใส่
เอง ไปที่ไหน ๆ เวลาใด ๆ เอง ฉันรู้ว่าเวลาไหนควรนอนเวลาไหนควรรับประทานอาหาร
ขอให้ใคร อย่าได้เอาใจใส่ ฉันจนเกินไปเลย
ยิ่งกว่านั้น ฉันจะคอยระวังตัว ไม่ทำตัว เป็นคนแสนงอน เหมือนพวก คนแก่ หลาย
คนที่คอยคิดว่า ลูกหลานไม่เอาใจใส่ดูแล เรื่องอาหาร การกิน เรื่องไปไหน มาไหน เรื่อง
การหลับ การนอน ฉันไม่ชอบ ที่จะคิดมากเกินไป ในเมื่อพวกลูกหลานเขาก็มีเหตุผล ที่ต้อง
ใช้ ชีวิต ของเขาไปในด้านต่าง ๆ โดยไม่อาจมาเอาใจใส่ฉัน อยู่ตลอดเวลาได้ 4. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ เวลามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว
ฉันก็เหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไป ที่อยาก จะได้ คำแนะนำ ให้ข้อปรึกษา หารือ ฉันบ้าง
แต่ก็เฉพาะ บางปัญหา และฉันเป็นฝ่ายขอร้อง ฉันจะไม่อวดดื้อ ถือดี ว่าตัวเองรู้ อะไรไป
หมดเสีย ทุกอย่าง โดยไม่ต้อง พึ่งใคร 5. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะคิดอยู่เสมอว่าชีวิตกับงานเป็นของคู่กัน
คนเรา ไม่ว่าอายุเท่าใด จะต้องทำงาน งานช่วยสร้าง ความสุขใจ ได้ ฉันจะ ไม่มัว
มานั่ง ๆ นอน ๆ หรือยู่นิ่งเฉย แต่จะหางาน มาทำ เพื่อช่วย คลายเหงา และช่วยให้เกิด
ความสุข ทางจิตใจฉันจะ เลือกงานที่ฉันสามารถทำได้ จะไม่ยอมละทิ้ง งานบางอย่าง
ที่ทำมาแล้ว แต่จะทิ้งงาน บางอย่างเสีย จะเลืองงาน ที่จะเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อที่
ฉันจะได้ภูมิใจว่าตัวเอง เป็นคนมีค่ามีประโยชน์ต่อสังคม

6. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะคิดเสมอว่า "อายุ" ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ฉันเลิกเคารพตนเองและผู้อื่น
ฉันจะ คิดหา ทางช่วย ผู้อื่น เสมอ ในเมื่อ มีผู้ต้องการ จะให้ ฉันช่วย ได้ตาม
ความสามารถของฉัน อายุเป็น เพียงตัวเลขที่ชีวิต ล่วงเลยมาตามกาลเวลาเท่านั้น
ฉันจะยังให้ความเคารพตัวเองและผู้อื่นตลอดไป 7. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะยังยึดมั่นต่อคำกล่าวที่ว่า "คนเราไม่แก่เกินเรียน"
ดังนั้น ฉันจะยังคง ศึกษา จะอ่าน จะเขียน จะเรียนให้รู้ถึงเรื่องต่าง ๆ ให้ได้
ความรู้ความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ เสมอแล้วจะหาทางเผยแพร่ ไปให้ ผู้อื่นได้รู้ด้วยต่อไป 8. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะหาเวลาที่จะได้พักผ่อนหย่อนใจบ้าง
ฉันจะหา ความสนุก สนาน เบิกบานใจ ให้แก่ตัวเอง ฉันจะมีงาน อดิเรกทำ
ฉันจะหาเวลาเดิน ท่องเที่ยว ฉันจะไปในงานเลี้ยงของเพื่อน ๆ ไปมา หาสู่ คนอื่น ๆ
ฉันจะนึก ถึงความสำคัญ ของการมีเพื่อนที่จะได้ สนทนากัน วิพากษ์ วิจารณ์ เรื่อง
ของโลก ได้สนทนาถึงชีวิตแต่หนหลัง ที่เคยมีสุข มีทุกข์มา
แต่ฉัน จะไม่คอย พูดกับเด็ก ๆ อยู่ตลอดเวลา ถึงความ แตกต่าง ในสมัยนี้
กับสมัยที่ฉันยังเป็นเด็กหรือ หนุ่มสาวว่าสมัย ของฉัน ดีกว่า สมัยปัจจุบัน การพูด
ซ้ำ ๆ ซาก ๆนั้นเด็กจะรำคาญ และนึกว่า ฉันเป็นคนแก่ คร่ำครึ ช่างไม่เข้าใจบ้าง
เลยว่า ชีวิตและสังคมเปลี่ยนแปลงไปเสมอ เรื่องใด ๆ ก็ตาม จะเอาครั้งนั้นมาเทียบ
ครั้งนี้กัน ไม่ได้ 9. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ถ้าฉันพูดผิด ๆ หรือทำสิ่งใดผิดพลาดไปบางแล้ว
ฉันก็อยาก ให้ใคร ช่วยเตือน ช่วยแย้ง ด้วยเหตุผล ฉันจะไม่คิด ว่าตัวมีอายุมาก
แล้ว ผ่านชีวิตมามาก เมื่อจะพูด จะทำ อย่างไรแล้ว ต้องถูกเสมอ ฉันจะ ไม่อวดดี เช่นนั้น
เด็กรุ่นใหม่ อาจมีความรู้ ความฉลาดในเรื่องบางอยาง ยิ่งกว่าคนรุ่นฉัน ก็ได้ 10. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ เวลาที่ฉันแสดงความหงุดหงิด เกรี้ยวกราดตามอารมณ์ขึ้นมาแล้ว
ฉันก็ขอให้ ลูกหลาน และพวกเด็ก ๆ ให้อภัย แก่ฉันบ้าง เพราะฉัน ยังเป็น ปุถุชน
ที่จะแสดงออกซึ้งอารมณ์ ของตัวได้ แต่ต่อมา ฉันก็จะคิด ด้วยเหตุผล ถึงการกระทำ ของ
ตนเมื่ออารมณ์ นั้นสิ้นไป และย่อมจะเสียใจ ภายหลัง ในการแสดง ออกของตัว แล้วจะ
เตือนตัวเองว่าไม่บังควร เอาแต่อารมณ์ ตัวเองอีกต่อไป 11. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะคิดว่าพวกลูก ๆ หลาน ๆ อาจไม่ได้อยู่ใกล้ชิดหรืออยู่ร่วม ภายในบ้านกับฉันก็ได้
พวกเขา อาจมี อาชีพการงาน ที่อื่น อาจต้อง แยกไปอยู่ กับครอบครัว ของเขา
ฉันจะคิดว่าลูกหลานคนไหน จะมีจิตใจดูแลเลี้ยงดูฉัน ก็แล้วแต่ เขาจะมีกตัญญูกต-
เวทีเพียงใดเถิด ฉันจะไม่มั่ว คิดน้อยอกน้อยใจหรือต่อว่าลูก ๆ หลานๆ เหมือน คน
แก่อื่น ๆ ที่คิดว่า ลูกหลาน ทอดทิ้งลูกหลานไม่มีกตัญญูกตเวที ในเมื่อลูกหลาน เขา
ก็มีความจำเป็นบางอย่าง ที่ไม่อาจมาคอยเฝ้าดแลฉัน หรือไม่อาจมา อยู่บ้าน เดียวกัน
กับฉันได้ 12. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะคิดและรู้ดีว่าลูก ๆ ย่อมต้องมีครอบครัวของตัวเอง
เขาจะต้อง สร้างครอบครัว ขึ้นมาใหม่ เหมือนอย่าง ที่ฉัน เคยคิด และมีมาแล้ว
ตั้งแต่เป็น หนุ่มสาว ฉันเมื่อลูกมี ครอบครัวแล้วจะไม่เข้า ไปยุ่งเกี่ยว ทำตัวเจ้ากี้เจ้าการ
ในเวลาที่ ลูกของฉันกับสะใภ้หรือ เขยของฉันเขาจะแสดง ความรักกัน เอาใจใส่กันคุย
กัน อย่างคู่ผัวตัวเมีย หรือเขา จะมีการทะเลาะ เบาะแว้ง กันบ้าง เพราะนั่นก็เป็นเรื่อง
ของสามีภรรยา เขาโตพอที่จะปฏิบัตเพื่อแก้ปัญหาของเขาได้เอง
พวกหลาน ๆ ก็เช่นเดียวกัน เวลาที่พ่อแม่ เขากำลังดุว่า สั่งสอน ลูกของเขา ฉัน
จะไม่ยุ่ง เกี่ยวไม่เข้าข้างหลาน ฉันจะไม่เอาใจหลาน จนหลานได้ใจ และเสียเด็ก แต่
ฉัน จะคอย แนะนำช่วยเหลือ ตักเตือน ให้ลูกหลาน ประพฤติแต่ทางที่ถูก ที่ควรให้ทำ
ทำแต่ความดี ละเว้นความชั่ว ถ้าลูกหรือเขยสะใภ้ จะขอร้องอย่างใด ฉันก็จะช่วย อย่าง
เต็มสติปัญหา ฉันจะให้ความรักความเอ็นดู เมตตาปราณีแก่เขยหรือสะใภ้ เท่า ๆ กับลูก
ของฉันเอง และจะเคารพ ในสิทธิของแต่ละคนด้วย 13. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันปรารถนาที่จะให้ทุกคนในครอบครัวและสังคม มีความเคารพนับถือฉันในฐานผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ดังนั้น ฉันก็จะ พยายามเข้าใจ ให้ได้ถึงความต้องการ แต่ละบุคคล และเข้าใจ
ในคนแต่ละวัยฉันจะไม่มองว่าลูกหลานหรือคน วัยอ่อนกว่านั้น ยังเหมือนเด็ก ๆ อยู่
โดยเอาอายุ เขามาเทียบ กับอายของฉันหรือเป็นเพราะ ฉันเคยเลี้ยงดูมา ตั้งแต่เด็ก
เล็ก ๆ จนเผลอลืมไปว่าเขาโตพอ ที่จะรู้จักคิด รู้จักผิดชอบชั่วดีรู้จักตัดสินปัญหา
เองได้แล้ว 14. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะคอยคิด คอยเตือนตัวเองเสมอว่าฉันจะไม่เอาแต่ใจตัว
ฉันจะคิดเอาไว้เสมอว่า เมื่อผ่าน ชีวิตมา ในแต่ละวัยนั้น ฉันเคยต้องการ
เคยปรารถนาที่กระทำหรือได้สิ่งใด พวกคนที่วัยน้อย กว่าฉัน แต่ละวัย ก็ต้องการ
ได้เช่นเดียวกัน ฉันจะพยายาม เข้าใจเขาเสมอและจะให้อภัย ได้ทุกเวลา เมื่อเขา
ได้กระทำ สิ่งซึ่งฉัน ไม่พึงพอใจ 15. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะแสวงหาความจริงของชีวิต
ฉันจะ แสวงหา หลักที่ยึดมั่น ในใจ จากคำสอนต่าง ๆ ที่จะทำ ให้สุขภาพจิต
ของฉันดเสมอ จะยึดเอา ไตรสรณะ เป็นที่พึ่งพระธรรม คำสั่งสอน จะช่วย กล่อมเกลา
ให้ฉันเกิด สติปัญญา รู้จริง เห็นแจ้ง ถึงวามแท้จริง ของชีวิตได้ดียิ่งขึ้น 16. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ยามที่ฉันเจ็บไข้ได้ป่วย
แม้จะรู้ และสำนึก ถึงว่า ตัวเอง มีอายุมาก สักเท่าใด ฉันก็ต้องการ พึ่งแพทย์
ให้ดูแลรักษา ฉันเหมือน คนเจ็บไข้ ทั้งหลาย ฉันจะ ไม่คิดว ่าแก่แล้ว หรือคิดว่าโรค
นั้น เป็นเพราะความแก่ซึ้งเป็นธรรมดาฉันไม่ได้คิดว่า จะให้แพทย์ มาชุบชีวิต ให้
เป็นหนุ่มสาวอีก ไม่ใช่ให้ แพทย์มารักษาอายุของฉัน แต่ต้องการให้รักษาโรค ของ
ฉัน อย่าให้ฉัน ต้องทรมาน จากความเจ็บป่วย อยากให้แพทย์ ช่วยให้ฉัน เป็นผู้สูง
อายุต่อไปอีกให้นาน ๆ ฉันจะเชื่อฟัง และปฏิบัติ ตามคำแนะนำ ของแพทย์ จะไม่
ดื้อดึง และทำตัว กลับไปเป็นเด็ก ๆ ที่ไม่ยอม ให้แพทย์ตรวจ รักษา หรือหลายคน
ชอบพูดว่า "แก่มากแล้วจะอยู่ไปได้อีกสักกี่วัน ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน และต้อง
เสียเงิน เสียทองรักษา" การกระทำ การพูด เช่นนั้น จะทำความหนักใจ ให้แพทย์
และเพิ่มความหนักใจ ให้ลูกหลาน ที่มีความหวังดี ต่อตนมากยิ่งขึ้น
ฉันจะพยายาม มองโรคภัย ไข้เจ็บ เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะต้องประสบ จะไม
คิดหวั่นวิตกต่อความจริง ของชีวิต เพราะเกิดแก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นเรื่อง ความแท้จริง
ของคนและ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ทั้งปวง 17. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะยังคงปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามหลักสุขภาพอนามัยทุกประการ
รู้จัก เลือกอาหาร ให้ถูกต้องตามวัย รู้จักพักผ่อน หลับนอน ออกกำลังกาย เป็น
ประจำ และได้รับ แสงแดดอ่อน และอากาศบริสุทธิ์ ระวัง ไม่ให้มี ท้องผูก รักษา ความ
สะอาด ของร่างกาย สร้างเสริม สุขภาพจิตอันดี ฯลฯ 18. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ เรื่องอาหารนับว่ามีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง
ฉันจะศึกษา เรื่องของ อาหารการกิน ให้รู้ดี ว่าผู้สูงอายุ ควรได้ อาหาร อย่างใด
จำนวน เท่าใดอย่างใด ควรเพิ่ม อย่างไหนควรลด เพราะฉันรู้ว่า การได้ อาหาร มาก
เกินไป หรือน้อยเกินไป จะเป็นอันตราย ต่อชีวิตได้ แต่ฉัน จะไม่ยอมอด ๆ อยาก ๆ
ฉันจะ ขอคำแนะนำ จากแพทย์ ว่าอาหาร อย่างใดเหมาะกับ คนวัยอย่างฉัน ฉันจะ
ถือ เอาว่าอาหาร และเวลา อาหารนั้น คือเวลาที่มีความสุข ที่สุด เวลาหนึ่ง เวลาอยาก
รับประทาน อาหารดี ๆ อร่อย ๆ ที่ภัตตาคาร ฉันก็ จะชักชวน ลูกหลาน ไปหรือไปเอง
ตามที่ฉันพอใจ 19. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันปรารถนาที่จะมีบ้านของฉันเองและขอให้มีห้องส่วนตัวของฉัน
ฉันจะได้ ใช้ชีวิต ส่วนตัวฉัน ให้มีความสุข ตามที่ต้องการได้ ไม่ต้อง วิตกกังวล
เรื่องค่าเช่าบ้านไม่ต้องเกรง ว่าใครเขา จะตื่นขึ้นมา ทำความ รำคาญ ให้ฉันกลางดึก
เวลา ที่ฉัน นอนหลับสนิทและกรนเสียงดัง ก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเกรง ใครจะรำคาญ
ถ้าฉันตื่นขึ้น มากลางดึก แล้วเปิดไฟสว่าง ทั้งห้อง เพื่ออ่านหนังสือ หรือทำอย่างใด
ตามที่ฉัน พอใจ และเป็น สุขของฉัน ก็ไม่มีใครเดือดร้อนรำคาญ ไม่ต้องกลัว ใครจะ
บ่น เวลาเปิดหน้าต่าง ปิดหน้าต่าง เปิดพัดลม หรือทำสิ่งใด ๆ ฉันเอง จะไม่ทำความ
รำคาญ เดือดร้อนให้แก่ใคร
ถ้าเป็นไปได ้ฉันก็อยาก จะมีบ้าน ที่อยู่ ในบริเวณ ที่จะได้รับ ความสะดวกต่าง ๆ
และเป็นที่ ที่ช่วยให้ฉันมีสุขภาพ ดีเสมอ เป็นบ้าน ที่ฉันไม่ต้องเดิน ขึ้นลงหลาย ๆ ชั้น
เป็นบ้าน ที่จะออกไปซื้อหนังสือซื้อของใช้ ไปชมภาพยนต์ หรือไปไหน ๆ ได้สะดวก
โดยไม่ต้องเดินไกลนัก 20. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะให้แพทย์ช่วยตรวจร่างกายฉันเป็นประจำ
โดยมีการ ตรวจสุขภาพ 6 เดือนครั้ง หรืออย่างน้อย ปีละครั้ง เพื่อว่าถ้า พบโรค
อย่างใดโดยฉันไม่รู้ตัวแล้ว แพทย์จะได้ รักษา ให้ฉัน เสียแต่แรก ๆ 21. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือฉันจะไม่ยอมเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ
ฉันไม่แยกตัว จากสังคม ไม่ยอมอยู่ แต่ผู้เดียวโดยไม่ยอม คบหา สมาคมกับใคร
ฉันรู้ดีว่าการอยู่อย่าง เปล่าเปลี่ยว หงอยเหงานั้น เป็นทุกข์ร้าย ยิ่งกว่าเจ็บป่วยเสียอีก
ถ้าในบ้านจะมีเสียงเอะอะกันบ้างบางครั้ง มีเสียงเด็กร้องไห้ เสียงเด็ก ๆ หัวเราะเฮฮา
เล่นกันสนุกสนานอึกทึก ฉันจะไม่รำคาญ หงุดหงิดหรือพาลโกรธ พวกเด็ก ๆ แต่ฉัน
จะคิดว่าเสียง นั้นเหมือน เสียงดนตรี อย่างหนึ่ง ที่จะทำ ให้ฉัน คลายเหงาถ้าปราศจาก
เสียงเหล่านั้น ก็ไม่ผิดอะไร กับโลกหยุด หมุนหรือ โลกนี้มีฉัน อยู่แต่ผู้เดียว 22. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ เงินที่ฉันได้สะสมตลอดมานั้นฉันจะใช้จ่ายเพื่อความสุขของฉัน
ฉันจะ ใช้ให้มาก เท่าที่เงิน สะสมนั้น จะมี และอำนวย ความสุข ให้ตัวเอง
ให้มากที่สุดในบั้นปลายชีวิตนี้ ฉันจะใช้เงินในการ ตกแต่งบ้าน ห้องนอน ห้องน้ำ
และสถานที่ ในบ้านถ้าการใช้เงิน นั้นจะช่วยให้ฉันสุขกาย สุขใจได้ ฉันจะจ่าย ให้
เต็มที่ เพราะมัน เป็นเงิน ที่ฉันทหามา สะสม ไว้ด้วย ความเหน็ดเหนื่อยั้งกายและใจ
ก็ขอใช้ เงินนั้น ให้คุ้ม กับที่เหน็ดเหนื่อยมาให้เต็มที่ เงินจำนวนหนึ่ง ฉันจะใช้ เป็น
ทาน และการกุศล อันเป็นประโยชน์ ต่อเพื่อนมนุษย์ ด้วยกัน 23. เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันจะคิดเสมอว่า ฉันต้องเข้ากับใคร ๆ ให้ได้ทุกคน
ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่ ฉันจะคบหา สมาคมด้วยได้ ฉันจะมีเพื่อน ให้มาก ๆ ฉันจะ
ไม่เอาจริงจังกับชีวิต เสียจนเกินไปจะพยายาม ขจัดอารมณ์ ชั่วร้ายทั้งหลาย ได้แก่ ความ
วิตกกังวลโลภ โกรธ หลงเกลียดชัง อิจฉาริษยา ฯลฯ อันเป็นภัย ต่อความสุขใจ และเป็น
อันตรายต่อหัวใจ ผู้สูงอายุ อย่างมาก
ฉันจะคิดเสมอว่า สิ่งใด ที่ฉันปรารถนา อาจไม่ได้ ตามปรารถนา เสมอไป จะไม่
นำเอาความพึงพอใจมาพูดบ่น ไม่หยุดปากจนลูกหลาน และเด็ก ๆ รำคาญ ขาดความ
เคารพ ยำเกรง และเบื่อหน่ายตัวฉันฉันจะวางใจ เป็นอุเบกขาเสมอ

 

"ฉันจะประพฤติตัวตามที่กล่าวมาแล้วนี้ตลอดไป"

"ผู้สูงอายุที่มีความสุข" จะต้องมี…
1. ต้องมีสุขภาพดีเสมอทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
2. ต้องมี ความพึงพอใจ ในตนเอง งานประจำ งานอดิเรก ฐานะ และชีวิต
ความเป็นอยู่ ของตัวมีเวลาพักผ่อน หย่อนใจ มีอารมณ์ขัน
3. ต้องมีความประมาณตน รู้ตัวเอง ไม่ละทิ้งความรู้ ความสามารถ ของตน
ทำตนเป็นคนมีค่ามีประโยชน์ ต่อผู้อื่น สามารถของตนทำตน เป็นคน
มีค่า มีประโยชน ต่อผู้อื่น 4. ต้องมีการคบหาสมาคมกับผู้อื่น เข้าสังคม มีเพื่อนมาก ๆ ไม่อยู่อย่างหว้าเหว่
หงอยเหงา...

 


บันทึกของ

ศาสตราจารย์นายแพทย์ เสนอ อินทรสุขศรี
8 พฤษภาคม 2536
อายุครบ 6 รอบ

 


ฝากติดตามผลงานด้านล่างด้วยครับ
--------------------------
► Website : http://www.siamfocus.com/
► LINE@ : http://line.me/ti/p/@siamfocus.com
► Facebook : https://www.facebook.com/fanpage.siamfocus
► Twitter : https://twitter.com/siamfocus
► Google+ : https://plus.google.com/+TAAMSiAMFOCUS
► Instagram : https://www.instagram.com/iamtaam
--------------------------









บทความ แนะนำ




หมวดหมู่บทความ