กินให้ดี มีชัย

กินให้ดี มีชัย



เป็นคำถามที่หลายๆ คนต้องการทราบว่าเราจะเลือกรับประทานอาหารอย่างไร  ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การ เลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงทั้งยังทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพอีกด้วย

อาจารย์ไกรวุฒิ มักพิมล ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ทางเลือกด้านโภชนาศาสตร์สาธารณสุขศาสตร์ มหิดล ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การกิน-อยู่ที่จะช่วยให้ร่างกายจิตใจแข็งแรง คือ การบริโภคอาหารทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ อาหารกาย หู ตา ใจ อารมณ์ สมอง โดยการกินอยู่อย่างถูกต้องมีวิจารณญาณ ด้วยหลัก 5 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย อุจจาระ และ 1 ป.คือ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

สำหรับอาหารกายก็ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่
ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่ได้ควรมาจากข้าวซ้อม มือไม่ใช่ข้าวขาวประมาณ 60-70% จากผักผลไม้ 20% และ 10% ธัญพืช โดยไม่จำเป็นต้องรับโปรตีนจากเนื้อสัตว์

“โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ ได้เป็นสิ่งวิเศษเลิศเลอ ไม่ทานเนื้อสัตว์แล้วก็ไม่ได้ขาดโปรตีนเพราะเราทดแทนด้วยถั่วแทน เชื่อหรือไม่ว่า ถั่ว 1 กรัม กับเนื้อสัตว์ในปริมาณเท่ากัน แต่มีโปรตีนมากกว่าในเนื้อสัตว์แต่ก็ต้องเป็นถั่วที่ไม่มีอะฟลาทอกซินด้วย หรือแม้แต่ในเห็ดก็สามารถสกัดอะมิโน ต้านมะเร็งที่สำคัญถึง 10 เท่า ที่สำคัญคือ กินข้าวกับกับข้าว โดยคิดเสียว่ากับข้าวเป็นตัวเสริม ไม่กินมากจนเกินอิ่ม หรือ เอร็ดอร่อยกับกับข้าวมากไป”

อ.ไกรวุฒิ ยังเตือนไปยังผู้ที่ชื่นชอบหมูกระทะด้วยว่า หมูกระทะที่นิยมไปกินกันแล้วบอกว่าคุ้มแสนคุ้ม มีสารตัวหนึ่ง เรียกว่า ฮอร์โมนอินดิจิเตอร์ ที่เข้าไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้เจ็บป่วยง่าย

 

“การ รับประทานมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรรับประทานให้เกิดประโยชน์สูง สุด ส่วนมือเย็นเป็นมื้อที่ไม่ควรทานอะไรหนักๆ แนะให้รับประทานผลไม้ สลัดผัก หรือน้ำผลไม้ เพราะจริงๆ แล้ว มนุษย์กินข้าวแค่วันละ 2 มื้อ ก็เพียงพอ โดยช่วงเวลา 10.00-13.00 น.เป็นช่วงที่ร่างกายสามารถทำการย่อยสลายได้เร็ว หลังจากนั้นจะช้าลง ดังนั้น หากกินมื้อเย็นในปริมาณมากก็จะไม่มีการเผาผลาญแต่จะกลายเป็นไขมันสะสม แล้วยิ่งถ้ากินแต่เนื้อสัตว์ก็จะต้องใช้เวลาในการย่อยสลาย 5-7 วัน ส่วนผัก ผลไม้ใช้เวลาย่อยเพียง 7-14 ชั่วโมง ร่างกายจึงขับของเสียออกโดยไม่สะสมบูดเน่าอยู่ในร่างกาย ซึ่งจากรายงานการวิจัยปรากฏว่า การที่คนกินเนื้อสัตว์มากๆ ทำให้มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง แม้จะใช้น้ำยาบ้วนปากหรือใช้โรลออนระงับกลิ่นกาย เนื่องจากร่างกายได้ดูดซับสารพิษที่มีจุลินทรีย์และขับออกมาทางปากและรูต่อม ต่างๆ”

 

นอกจากนี้ อ.ไกรวุฒิ แนะอีกว่า หากไม่อยากให้สารพิษสะสมในร่างกายควรทำดี ท็อกซ์อย่างง่ายๆ คือ การดื่มน้ำมากๆ วันละ 14 แก้ว แบ่งเป็น ดื่มน้ำอุ่นๆ 2 แก้วในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน ก่อนอาการเช้า 1 แก้ว หลังอาหาร 2 แก้ว ช่วง 10.00 น. อีก 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารกลางวัน 1 แก้ว หลังรับประทานอาหารกลางวัน 2 แก้ว ช่วงบ่าย 1 แก้ว ก่อนอาหารเย็น 1 แก้ว และหลังอาหารเย็น 2 แก้ว สุดท้ายก่อนนอนอีก 1 แก้ว โดยการดื่มน้ำมากๆ ได้ประโยชน์หลายทางทั้งทำให้สวยขึ้นใบหน้าเปล่งปลั่ง ไม่เป็นมะเร็งลำไส้ หากดื่มน้ำน้อยยังทำให้เป็นเป็นโรคท้องผูกอีกด้วย
 
ที่ สำคัญ การดูแลสุขภาพยังต้องคลอบคลุมไปถึงสุขอนามัยในการขับถ่ายรู้จักขับถ่ายเป็น เวลา ฝึกกำหนดลมหายใจ หายใจเข้า-หายใจออกลึกๆ เพราะคนเราทั้งๆที่ปอดสามารถรับอากาศได้ถึง 4,500 ซีซี แต่กลับหายใจแค่ครั้งละ 500 ซีซี การสูดหายใจ ไอแรงๆ 3 ครั้ง จะช่วยให้หัวใจทำงาน ตับม้ามได้ออกกำลังกาย และช่วยให้ลำไส้ได้ทำงานกล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงด้วยและหากทำได้ดังที่ กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมเลย

นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังในการประกอบอาหาร โดย อ.ไกรวุฒิ บอกเคล็ดลับในการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ซึ่งจะได้น้ำข้าวที่หากินไม่ได้ง่ายๆ แล้วในยุคที่หม้อหุงข้าวไฟฟ้าครองครัวแทบทุกบ้านว่า วิธีการหุงข้าวแบบที่ต้องรินน้ำข้าวออกมาเพื่อให้ข้าวแห้ง แล้วจึงเอาข้าวไปดงด้วยไฟอ่อน เพื่อให้ข้าวสุก ขั้นแรกใช้หม้อสเตนเลสใส่ 3 ใน 4 ของหม้อ เปิดแก๊สแรงๆ ปล่อยให้เดือด 5 นาที ถ้าเป็นข้าวขาว ให้อุ่นต่อ 10-12 นาที จะนุ่มพอดีเม็ดไม่ขาด หุงข้าวนานเกินไปจะไม่อร่อยเหมือนกินเศษกระดาษ ถ้าเป็นข้าวกล้อง ไม่ต้องแช่ข้าวข้ามคืน แค่ซาวน้ำหลังจากนั้นเอาส่วนที่ลอยให้ช้อนทิ้งไม่ต้องเสียดาย แล้วเปิดแก๊สแรงๆ 5 นาทีแรก เมื่อเดือด จึงหรี่เดือดให้หรี่ไฟ ตุ๋นอีก 10 นาที ก็จะสุกพอดี เช่นเดียวกัน
       
“จะ กินน้ำข้าวก็ต้องระวังไม่ให้มีสารเคมีปนเปื้อนด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าข้าวขาวที่เหลือแต่กากข้าวเพราะเกลือแร่ สารอาหารที่มีประโยชน์ ถูกทิ้งไปหมดแล้ว ส่วนธัญพืชอื่นๆ ถั่วเขียวต้ม 10 นาที ลูกเดือย 60 นาที ถั่วแดง 50 นาที ถั่วลิสงต้มเรื่อยๆ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็จะสุกพอดี นอกจากนี้สามารถนำน้ำซาวข้าวไปหมัก 2 วัน จนเกิดฟองเอามาสระผมหมักผม 30 นาที แล้วล้างออก ทำให้ผมมีประกายเงางามด้วย” อ.ไกรวุฒิแนะนำและว่าสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแนะนำว่า ควรจะรับประทานข้าวซ้อมมือ 60-70% ไม่ใช่งดคาร์โบไฮเดรต เพราะ หากไม่กินข้าวเลยสมองจะฝ่อ เหมือนกับคนที่ลดความอ้วนมีอาการทางสมองเกิดขึ้น
      
อ. ไกรวุฒิ แนะอีกว่า หัวเผือก หัวมัน หรือพืชที่อยู่ใต้ดิน ควรทำให้สุกก่อนปอกเปลือกไม่เช่นนั้นเปลือกจะเกิดสารพิษ กินแล้วตายได้ ส่วนแครอทต้องปอกเปลือกก่อนจึงจะรับประทานได้ ส่วนแครอทดิบแนะว่าไม่ควรรับประทาน แต่ถ้าคั้นกินน้ำสดๆ จะให้ดีควรบีบน้ำมะนาว หรือน้ำสับปะรดลงไปด้วย นอกจากนั้นก็ควรลดการใช้น้ำมันพืชไม่ต้องห่วงว่าจะมีตัวย่อยสลายวิตามิน เอ เค อี เพราะ น้ำมันมีอยู่ในพืชผักที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว
      
แต่ ที่ต้องไม่ลืมคือ ต้องให้ออกกำลังกาย 2 นาที ทุกวัน ซึ่งบางทีดีกว่าวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร เช่นวิ่งกับที่ 30 วินาทีอย่างเร็วแล้วพัก 30 นาที เพราะเราแค่ต้องการเอนโดรฟีนจากการออกกำลังกายทุกๆ วัน ส่วนการออกกำลังกายแบบง่ายๆ หลายท่า เช่น ออกกำลังต่อมลูกหมาก –ปีกมดลูก โดยนั่งเก้าอี้ครึ่งก้น ฝึกขมิบทุกวัน วันละ 10 ครั้ง ครั้งละช้าๆ ก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเป็นอายุวัฒนะ อีกท่าคือการสลายแคลเซียมบริเวณกระดูกต้นคอ ซึ่งเป็นเหตุให้มักปวดต้นคอ สามารถทำได้โดยหมุนคางให้เป็นเลขศูนย์ หรือจะออกกำลังกายป้องกันต่อมน้ำเหลืออักเสบโดยการหมุนคางเป็นเลขแปด
       
อ.ไกรวุฒิ ทิ้งท้ายไว้ว่า ที่สำคัญต้องรู้จักเติมอาหารใจด้วย 5 ส. คือ สงบ สติ สมาธิ สะอาด สะดวก ด้วย
โดย : เดียร์ (webmaster@story2you.com)

บทความจาก story2you.com


ฝากติดตามผลงานด้านล่างด้วยครับ
--------------------------
► Website : http://www.siamfocus.com/
► LINE@ : http://line.me/ti/p/@siamfocus.com
► Facebook : https://www.facebook.com/fanpage.siamfocus
► Twitter : https://twitter.com/siamfocus
► Google+ : https://plus.google.com/+TAAMSiAMFOCUS
► Instagram : https://www.instagram.com/iamtaam
--------------------------









บทความ แนะนำ




หมวดหมู่บทความ