Menu
ดูแลเว็บไซต์ หน้าที่ใคร จ้างพนักงานดีไหม?

website : ดูแลเว็บไซต์ หน้าที่ใคร จ้างพนักงานดีไหม?

การดูแลเว็บไซต์เป็นกระบวนการที่สำคัญในการรักษาประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีของเว็บไซต์ ต่อไปนี้คือขั้นตอนพื้นฐานในการดูแลเว็บไซต์:

  1. สำรองข้อมูล (Backup)
    ควรทำการสำรองข้อมูลเว็บไซต์เป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญหายของข้อมูล
     
  2. อัปเดตซอฟต์แวร์และปลั๊กอิน (Update Software and Plugins)
    ตรวจสอบและอัปเดตซอฟต์แวร์ CMS (เช่น WordPress, Joomla) และปลั๊กอินเพื่อป้องกันช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
     
  3. ตรวจสอบความปลอดภัย (Security Checks)
    ใช้เครื่องมือสแกนมัลแวร์และตรวจสอบไฟล์ระบบเพื่อหากิจกรรมที่น่าสงสัย ใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบ
     
  4. การบำรุงรักษาเนื้อหา (Content Maintenance)
    อัปเดตเนื้อหาให้ทันสมัยและถูกต้อง
    ตรวจสอบลิงก์ที่เสียและแก้ไขหรือเปลี่ยนลิงก์ให้ถูกต้อง
     
  5. การตรวจสอบประสิทธิภาพ (Performance Monitoring)
    ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ความเร็วเว็บไซต์ เช่น Google PageSpeed Insights เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการโหลด ตรวจสอบและปรับปรุงการทำงานของเซิร์ฟเวอร์และโฮสติ้ง
     
  6. ตรวจสอบสถิติและวิเคราะห์ผู้ใช้ (Analytics Monitoring)
    ติดตั้งและตรวจสอบ Google Analytics หรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ เพื่อดูสถิติการเยี่ยมชมและพฤติกรรมผู้ใช้ ใช้ข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเว็บไซต์ให้ตอบสนองต่อผู้ใช้มากขึ้น
     
  7. จัดการ SEO (Search Engine Optimization)
    ตรวจสอบและปรับปรุง SEO เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีในผลการค้นหาของเครื่องมือค้นหา
    ใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมและปรับปรุงโครงสร้าง URL
     
  8. สนับสนุนผู้ใช้และจัดการคำถาม (User Support and Feedback Management)
    ตอบคำถามและข้อร้องเรียนของผู้ใช้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    ใช้คำติชมเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์


การดูแลเว็บไซต์เป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมหรือปัญหาเฉพาะเกี่ยวกับการดูแลเว็บไซต์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ


ดูแลเว็บไซต์ หน้าที่ใคร ?

หน้าที่ในการดูแลเว็บไซต์สามารถแบ่งได้เป็นหลายบทบาทขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของเว็บไซต์ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้ดังนี้:

  1. ผู้ดูแลระบบ (System Administrator)

    • ดูแลและบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์
    • จัดการการสำรองข้อมูลและความปลอดภัยของระบบ
  2. นักพัฒนาเว็บ (Web Developer)

    • อัปเดตและปรับปรุงโค้ดของเว็บไซต์
    • แก้ไขปัญหาทางเทคนิคและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ
  3. ผู้จัดการเนื้อหา (Content Manager)

    • สร้างและอัปเดตเนื้อหาเว็บไซต์
    • จัดการบล็อก โพสต์ และเนื้อหาอื่น ๆ ที่แสดงบนเว็บไซต์
  4. นักออกแบบเว็บ (Web Designer)

    • ปรับปรุงดีไซน์และการใช้งานของเว็บไซต์
    • ดูแลเรื่องความสวยงามและประสบการณ์ผู้ใช้ (UX/UI)
  5. ผู้เชี่ยวชาญ SEO (SEO Specialist)

    • ปรับปรุงการมองเห็นของเว็บไซต์ในผลการค้นหา
    • ทำวิจัยคีย์เวิร์ดและปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง SEO
  6. นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer)

    • จัดการแคมเปญการตลาดออนไลน์
    • ใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อวัดประสิทธิภาพของแคมเปญและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาด
  7. ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย (Security Specialist)

    • ตรวจสอบและป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์
    • ประเมินและปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยของเว็บไซต์
  8. ทีมสนับสนุนลูกค้า (Customer Support Team)

    • ตอบข้อสงสัยและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้
    • รวบรวมคำติชมและปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น

ในบางกรณี บทบาทเหล่านี้อาจถูกรวมเข้าด้วยกันในทีมเล็ก ๆ หรืออาจจะแบ่งแยกออกมาในทีมขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กับทรัพยากรและความต้องการขององค์กร


การดูแลเว็บไซต์ จ้างพนักงานประจำหรือจ้าง Outsource คุ้มค่ากว่ากัน ?

การตัดสินใจว่าควรจ้างพนักงานประจำหรือใช้บริการ Outsource ในการ ดูแลเว็บไซต์ นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงความต้องการทางธุรกิจ งบประมาณ และทรัพยากรที่มีอยู่ นี่คือข้อดีและข้อเสียของทั้งสองแนวทางเพื่อช่วยในการตัดสินใจ:

จ้างพนักงานประจำ (In-house)

ข้อดี:

  1. การควบคุมคุณภาพและกระบวนการ:
    • คุณสามารถควบคุมกระบวนการทำงานและคุณภาพได้ดีกว่า
  2. การตอบสนองที่รวดเร็ว:
    • มีทีมงานที่พร้อมตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการได้ทันที
  3. ความเข้าใจในธุรกิจ:
    • พนักงานประจำมีความเข้าใจในวัฒนธรรมและเป้าหมายขององค์กรมากกว่า

ข้อเสีย:

  1. ค่าใช้จ่ายสูง:
    • ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน การฝึกอบรม สวัสดิการ และอื่น ๆ
  2. การจัดการทรัพยากรบุคคล:
    • ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการจัดการทีมและพนักงาน
  3. ความยืดหยุ่นต่ำ:
    • หากต้องการทักษะเฉพาะทางอาจต้องใช้เวลานานในการฝึกอบรม

ใช้บริการ Outsource

ข้อดี:

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย:
    • ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานและสวัสดิการ
  2. เข้าถึงทักษะเฉพาะทาง:
    • สามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะและประสบการณ์เฉพาะทางได้ทันที
  3. ความยืดหยุ่น:
    • สามารถปรับเปลี่ยนขนาดและทักษะของทีมได้ตามความต้องการ

ข้อเสีย:

  1. การควบคุมคุณภาพน้อยลง:
    • อาจมีปัญหาในการควบคุมคุณภาพและกระบวนการทำงาน
  2. ความลับของข้อมูล:
    • มีความเสี่ยงในการรักษาความลับของข้อมูลองค์กร
  3. การตอบสนองช้ากว่า:
    • การตอบสนองต่อปัญหาและการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่รวดเร็วเท่ากับทีมงานภายใน

ข้อควรพิจารณา:

  1. ขนาดและความซับซ้อนของเว็บไซต์:
    • หากเว็บไซต์มีขนาดใหญ่และซับซ้อน อาจต้องการทีมงานประจำที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
  2. งบประมาณ:
    • หากมีงบประมาณจำกัด การใช้บริการ outsource อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
  3. ความต้องการทางธุรกิจ:
    • หากธุรกิจของคุณต้องการความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว การใช้บริการ outsource อาจเป็นทางเลือกที่ดี
  4. การรักษาความลับ:
    • หากข้อมูลของเว็บไซต์มีความสำคัญและต้องการความปลอดภัยสูง การจ้างพนักงานประจำอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

การตัดสินใจที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้และการพิจารณาความต้องการเฉพาะขององค์กรของคุณ


ทางทีมงานมีบริการรับดูแลเว็บไซต์ เป็นที่ปรีกษาเว็บไซต์ ด้วยนะครับ หากสนใจ โทรสอบถามได้เลยที่ 061-583-7888 หรือ ดูรายละเอียดที่นี่ครับ https://www.siamfocus.com/consultant.php


มาเป็นเพื่อนกันครับ บนช่องทาง Social ด้านล่างนี้ครับ

--------------------------
► LINE@ : @siamfocus.com
► Facebook : fanpage.siamfocus
► Twitter (X) : siamfocus
► Linkedin : taam-siamfocus
► Instagram : iamtaam
► Youtube : SiAMFOCUS
► Tiktok : @taamsiamfocus
--------------------------

รับทำเว็บไซต์ สอนทำเว็บไซต์ รับดูแลเว็บไซต์

สายด่วนโทร 061-583-7888

บทความแนะนำ